• ต้อกระจก (Cataract)
  • เลสิก
  • LASIK
  • LASIK (JAPANESE)
  • เลเซอร์รักษาเบาหวานขึ้นตา

  • การมองเห็นเป็นของขวัญอันล้ำค่า
            การมีสายตาที่คมชัดทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า เพราะการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์จะแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้นโดยอาจจะเห็น สีผิดเพี้ยนไปหรือเห็นภาพมัว ซึ่งอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากโรคต้อกระจก
    โรคต้อกระจก(สายตามัว)

           

            ต้อกระจกคือโรคตาที่เกิดจากการขุ่นมัวของแก้วตา (Lens) อาจมีสีขาวขุ่นสีเหลือง หรือสีน้ำตาล ทำให้แสงผ่านเข้าไปยัง จอประสาทตาได้น้อยลงและภาพที่มองเห็นจึงไม่ชัดเจน เกิดอาการที่เรียกว่า "ตามัว" หรืออาการมองไม่เห็นขึ้นอยู่กับความขุ่นของต้อกระจก เป็นน้อยก็ยังพอเห็นได้เป็นมาก ๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เลย

     

    สาเหตุ
     

     

     เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคผิดปกติทางกรรมพันธ์บางชนิด เบาหวาน  หัดเยอรมันในแม่ที่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก การอักเสบเรื้อรังของตา ม่านตาอักเสบ ยาบางชนิด เช่น  สเตียรอยด์    อุบัติเหตุ และเกิดจากการเสื่อมของแก้วตาเนื่องจากสูงอายุซึ่งพบมากที่สุดกว่าสาเหตุอื่น ๆ

    อาย การเกิดต้อกระจกนั้นเป็นได้ทุกวัย แต่มักจะพบมากในผู้สูงอายุ เฉลี่ยในคนไทยประมาณ 55 ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็นต้อกระจกประมาณ 50 % แต่อาจจะยังไม่มีอาการตามัวจนกระทั่งอายุ 65 ปีขึ้นไป  เมื่ออายุ 75 ปีขึ้นไปทุกคนเป็นต้อกระจก  50 % ของผู้มีอายุ 75 – 85 ปีจะมองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากโรคนี้

                    ผู้สูงอายุหลายท่านอาจยอมรับสภาพของการเปลี่ยนแปลงนี้  ปัจจุบันวิวัฒนาการในการรักษาต้อกระจกได้พัฒนาขึ้นอย่างดียิ่ง  มีเครื่องมือเครื่องใช้ยารักษาที่ทำให้รักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดอย่างมีประสิทธิภาพ  และสามารถมองเห็นได้ทันทีหลังจากผ่าตัดต้อกระจก

                จากการศึกษาพบว่าอาหารบางชนิดสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ มีรายงานจากวารสารทางจักษุวิทยาของอเมริก าถึงสารพวกแอนตีอ๊อกซิแดนท์ (Antioxidants) เช่น วิตามินเอ, วิตามินซีและวิตามินอี สามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ อาหารชนิดอื่น เช่น โพลีอันแซทเจอเรตเตด แฟท (Polyunsaturated Fast) Vit B1 B2 อาหารพวกโปรตีนสูงก็ช่วยลดการเกิดต้อกระจกได้

    ชนิดของต้อกระจก

    ต้อกระจกมี 3 ชนิดแบ่งตามตำแหน่งการเกิดต้อกระจกในแก้วตา

    1. Nuclear cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางแก้วตา เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดเกิดจากอายุมากขึ้น

    2. Cortical cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงด้านข้างของแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน

    3. Subcapsular cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางติดกับเยื่อหุ้มแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน สายตาสั้นมากใช้ยาพวกสเตียรอยด์นาน ๆ ในโรคประสาทตาเสื่อม (Retinitis Pigmentosa)

    การรักษาต้อกระจก

                ต้อกระจกถ้ายังเป็นไม่มากก็ยังไม่จำเป็นต้องรักษา  อาจเพียงแต่เปลี่ยนแว่นตาก็มองชัดขึ้น  ไม่มียาอะไรที่จะทำให้ต้อกระจกหายได้  เมื่อไม่สามารถมองเห็นได้ดีเหมือนก่อนก็ต้องพิจารณารับการผ่าตัดต้อกระจก
            ต้อกระจกจะรักษาโดยใช้วิธีการผ่าตัดลอกเลนส์ที่ขุ่นขาวออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ตามปกติ การผ่าตัดต้อกระจกสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ
    1. การผ่าตัดแบบเดิม (ECCE : Extra Capsular Cataract Extraction) จะผ่าตัดต่อเมื่อผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่มัวลง จนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันการผ่าตัดแบบนี้จะเปิดแผลกว้างประมาณ4-6 สัปดาห์จึงจะมองเห็นได้ชัด
    2. การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(PHACO : Phacoemulsfication)เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ ซึ่งผู้ป่วยสามารถได้รับการผ่าตัดต้อกระจกได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ต้อกระจกสุกพอดีเหมือนการผ่าตัดต้อกระจกแบบเดิม การผ่าตัดวิธีนี้เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ ซึ่งใช้คลื่นเสียงความถี่สูงอัตร้าซาวน์และดูดต้อกระจกออกโดยเปิดแผลขนาดเล็กเพียง3.0-3.2 มิลลิเมตรผู้ป่วยสามารถใช้สายตาและปฏิบัติภาระกิจได้ตามปกติภายหลังการผ่าตัด 1 วัน
       

    วิธีการผ่าตัด

                ผ่าตัดโดยใช้กล้องจุลทัศน์พิเศษเจาะรูขนาด 3 มิลลิเมตร ตรงขอบกระจกตาและเปิดเยื่อบุแก้วตาเป็นวงกลมด้านหน้า แล้วก็สลายต้อกระจกออกมาด้วยคลื่นเสียง  และใส่เลนส์เทียมชนิดพับได้เข้าไปไว้ในเยื่อหุ้มแก้วตา  แผลจะปิดเองโดยไม่ต้องเย็บ  นอกจากบางรายที่เปิดแผลกว้างก็อาจต้องเย็บด้วยไหมขนาดเล็กพิเศษ

    ก่อนการผ่าตัดต้อกระจก

                จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียดว่ามีโรคตาอย่างอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่  วัดค่าเลนส์เทียมที่จะใส่  ให้ตรวจร่างกายว่ามีโรคอื่น ๆ และยาที่ใช้อยู่มีอะไร   ควรจะใช้ต่อหรือหยุดยาบางชนิดก่อนผ่าตัด  อาจจะให้ยาหยอดก่อนผ่าตัดตามแต่เห็นสมควร

    ในวันผ่าตัด

                การผ่าตัดนั้นปกติทำแบบผู้ป่วยนอก  (out patient basio) คือทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย  ท่านอาจทานอาหารอ่อน ๆ หรืองดอาหารก่อนผ่าตัดก็ได้  รับยาประจำได้ตามปกตินอกจากยาบางชนิดที่ให้งด  ก่อนผ่าตัดจะหยอดยาขยายม่านตา 

                การผ่าตัดจะทำโดยการหยอดยาชาหรือบางรายอาจฉีดยาชา เพื่อไม่ให้เจ็บขณะทำการผ่าตัด  ท่านอาจมองเห็นแสงจ้าพยายามมองตามแพทย์บอกจะมีที่ถ่างตาไว้ขณะผ่าตัด ก่อนผ่าจะทำความสะอดาผิวหนังบริเวณหน้ารอบตาและในกระบอกตา  มีผ้าปราศจากเชื้อคลุมหน้าลำตัว  เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วโดยทั่วไปสามารถเปิดตาใช้ได้เลย  นอกจากในรายที่ต้องฉีดยาชาอาจปิดตาให้ 1 วัน นั่งคอยประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับบ้านได้  ควรมีคนมาขับรถให้หรือนั่งรถบริการกลับบ้าน พร้อมกับรับยาและข้อแนะนำหลังผ่าตัดก่อนกลับบ้าน

                การดูแลหลังผ่าตัด ท่านควรจะ

    • ใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำของแพทย์
    • ไม่ขยี้ตา  ไม่ให้น้ำเข้าตา
    • รับประทานยาแก้ปวดเวลาปวด ถ้าไม่หายให้ติดต่อแพทย์
    • ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักจนกว่าแผลจะหาย
    • ปฏิบัติภาระกิจตามปกติ
    • ถามแพทย์ว่าเมื่อไหร่จะขับรถได้
    • ใช้สวมแว่นตาหรือที่ครอบตาตามคำแนะนำของแพทย์
    • ติดต่อหรือมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

    จะทำเลเซอร์เมื่อใด ?

                เยื่อบุแก้วตาหลังเลนส์เทียมบางครั้งอาจจะเป็นฝ้าขึ้นมา ทำให้ตามัวมองไม่ชัด สามารถใช้แสงเลเซอร์  (YAG) ฉายเปิดตรงกลางของเยื่อนี้ได้ ก็จะทำให้มองเห็นชัดเหมือนเดิม

    การผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้เห็นดีขึ้นหรือไม่ ?

                มากกว่า 95 % ขึ้นไปหลังผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้สายตามองเห็นชัดขึ้น  แต่ส่วนน้อยบางรายอาจมีปัญหาได้  เช่น  มีอาการติดเชื้อ  เลือดออก  กระจกตาบวม  จอตาลอก  ซึ่งจะทำให้มองไม่เห็น  ท่านต้องติดต่อแพทย์ทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้

    • ปวดตามากกินยาแก้ปวดแล้วไม่หาย
    • ตามองไม่เห็น
    • คลื่นไส้ อาเจียน หรือไอมาก ๆ
    • มีอุบัติเหตุที่ตาข้างผ่าตัด

    โรคอื่นที่มีอยู่ก่อนการผ่าอาจทำให้มองไม่ชัดได้  แม้การผ่าตัดออกมาปกติดี  แต่สายตาไม่ดีขึ้นอาจมีสาเหตุอื่นที่เป็นโรคตาอยู่แล้ว เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อมต้อหินเบาหวานขึ้นตา เป็นต้น
    อย่างไรก็ตามการผ่าตัดต้อกระจกก็น่าจะทำให้ท่านมองเห็นได้ดี  ถ้าตาท่านไม่มีโรคอย่างอื่นอยู่ก่อน

     

    เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อตุณภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น
        ในปี 1949 จักษุแพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบวัสดุพลาสติกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMMA ซึ่งเมื่อใส่ในตาแล้วไม่พบว่ามีข้อไม่พึงประสงค์ จึงนำวัสดุชนิดนี้มาผลิตเป็นเลนส์แก้วตาเทียม และผลการใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแข็ง PMMA ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ชัดเจน และปลอดภัยมาหลายสิบปี
    >> ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดต้อกระจกได้รับการปรับปรุงให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น และประกอบกับการมีพัฒนาเลนส์แก้วตาเทียวชนิดนิ่มพับได้ จึงสามารถทำการผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็กมาก ทำให้ระยะการพักฟื้นและการสมานของแผลใช้เวลาน้อย ผู้ป่วยจึงสามารถใช้สายตาภายหลังการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว
    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มพับได้
        เลนส์สามารถพับครึ่งได้จึงสามารถใส่เลนส์ผ่านแผลขนาดเล็กเลนส์แก้วตาเทียมนี้สามารถผลิตได้ จากวัสดุชนิดนิ่มหลายชนิด เลนส์จึงมีคุณสมบัติที่ต่างกันตามวัสดุที่ผลิตสามารถแบ่งเลนส์วัสดุที่ผลิตคือ Silicone และ Acrylic เป็นเลนส์ที่สามารถเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าเลนส์อะคริกลิกมีโอกาสเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่น ได้น้อยกว่าเลนส์ชนิดอื่น ๆ
    เลนส์แก้วตาเทียมชนิดกรองแสงสีฟ้า (Blue light lens)

    ปัจจุบันมีเลนส์แก้วตาเทียมที่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ ทำให้การผ่าตัดรักษาต้อกระจกมีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเลนส์ชนิดนี้จะมีสีเหลืองใกล้เคียงกับสีเลนส์ธรรมชาติ จึงสามารถกรองแสงสีฟ้า จึงลดอันตรายของแสง
    สีฟ้าเข้าสู่จอประสาทตาได้

    เลนส์แก้วตาเทียมอื่นๆ สามารถป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเล็ต (UV) ได้เกือบทุกชนิด แต่แสงที่อยู่ใกล้กับ
    ช่วงแสง UV คือช่วงแสงสีฟ้า (Blue light) ที่มีความยาวคลื่น 400-500 นาโนเมตร ก็พบมีอันตรายต่อ
    จอประสาทตา ซึ่งเลนส์แก้วตาเทียมปกติไม่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ ฉะนั้นคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงจากแสงสีฟ้าเข้าสู่จอประสาทตาได้ โดยผู้ป่วยจะมองเห็นภาพเป็นสีฟ้าหรือสีครามหลังจากผ่าตัดช่วงแรก

    แสงสีฟ้าคือแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวที่มนุษย์มองเห็น โดยแสงสีขาวที่มนุษย์มองเห็นสามารถแบ่งสีได้
    7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง ฉะนั้นช่วงแสงสีฟ้ามีพลังงานมากพอที่จะมีอันตราย
    ต่อจอประสาทตา ซึ่งแสงสีฟ้ามีอยู่ในแสงแดด แสงไฟนีออน ที่สัมผัสและอยู่รอบมนุษย์ตลอดเวลา

    เลนส์ธรรมชาติของคนเราก็มีการป้องกันแสงสีฟ้าได้อยู่แล้ว โดยเลนส์จะมีสีเหลืองเข้มมากขึ้นเมื่อมีอายุ
    มากขึ้น ซึ่งสีเหลืองนี้ก็จะเป็นตัวกรองแสงสีฟ้าได้


    Blue light มีอันตรายอย่างไร
    มีการศึกษาถึงอันตรายของแสงสีฟ้า (Blue light) พบมีอันตรายต่อจอประสาทตา พบว่าเซลของชั้นจอประสาทตาชั้นนอกสุด (RPE: Retinal Pigment Epithelium) เมื่อสัมผัสกับแสงสีฟ้าทำให้เซลตายได้ 1 เนื่องจากแสงสีฟ้ามีพลังงานมากพอที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระภายในลูกตา แล้วสารอนุมูลอิสระจะทำให้เซล จอประสาทตาตายได้ พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมไปแล้ว มีโอกาส
    เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ในอัตราที่สูงกว่าผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก

    เอกสารอ้างอิง

    1. Janet R. Sparrow et al, The Lipofuscin Fluorophore A2E Mediates Blue Light Induced Damage to Retinal Pigmented Epithelial Cells. Investigative Ophthalmology and Visual Science, Volume 41, Number 7. June 2000.
    2. Jie Jin Wang et al, Cataract Surgery and the 5-Year Incidence of Late-Stage Age-Related Maculopathy. Ophthalmology, Volume 110, Number 10. October 2003.
    ภาวะการเกิดต้อกระจกช้ำ
        ภายหลังการผ่าตัดต้อกระจกแล้ว เยื้อหุ้มเลนส์อาจขุ่นได้อีกครั้ง และผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับเป็นต้อกระจกอีกครั้ง เราเรียกอาการนี้ว่า Posterior Capsule Opacification(PCO) หรือการเกิด ต้อกระจกครั้งที่ 2 การเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่นนี้สามารถรักษาได้โดยใช้เลเซอร์ชนิดพิเศษ คือ แย็กเลเซอร์ YAG LASER เพื่อไปเปิดช่องของเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลังออก ทำให้สามารถมองเห็นได้ดีขึ้น

        จากการศึกษาทางคลีนิกของ Dr. David Apple และคณะพบว่า วัสดุที่มช้ทำเลนส์แก้วตาเทียมสามารถทำให้เกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่น (PCO) ได้แตกต่างกันและพบว่าวัสดุที่ใช้ทำเลนส์แก้วตาเทียมชนิด อะครีลิก จะทำให้เกิดเยื้อหุ้มเลนส์ส่วนหลังขุ่นน้อยมากเพียง 0.9 %เมื่อเปรียบกับ เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแข็ง PMMA มีอัตราการเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่น ประมาณ 27.1 % และ เลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มพับได้ซิลิโคนมีอัตราการเกิดเยื้อหุ้มเลนส์ขุ่น ประมาณ 20.9%

       หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการผ่าตัดต้อกระจกและเลนส์แก้วตาเทียม โปรดปรึกษาจักษุแพทย์

     

    ThaiEye & Allergy Clinic
    1741 Chand Road, Yannawa, Bangkok
    Tel: 0-2213-2351-61, 0-2286-1212 ,0-2678-9955 Fax: 0-2678-3424 E-mail : info@thaieyeclinic.com

    Copyright by ThaiEye 2001 Thailand