ุ
เกิดได้จากหลายสาเหตุ
เช่น โรคผิดปกติทางกรรมพันธ์บางชนิด เบาหวาน หัดเยอรมันในแม่ที่ตั้งครรภ์
3 เดือนแรก การอักเสบเรื้อรังของตา ม่านตาอักเสบ ยาบางชนิด เช่น
สเตียรอยด์ อุบัติเหตุ และเกิดจากการเสื่อมของแก้วตาเนื่องจากสูงอายุซึ่งพบมากที่สุดกว่าสาเหตุอื่น
ๆ
อายุ
การเกิดต้อกระจกนั้นเป็นได้ทุกวัย แต่มักจะพบมากในผู้สูงอายุ เฉลี่ยในคนไทยประมาณ
55 ปีขึ้นไปมีโอกาสเป็นต้อกระจกประมาณ 50 % แต่อาจจะยังไม่มีอาการตามัวจนกระทั่งอายุ
65 ปีขึ้นไป เมื่ออายุ 75 ปีขึ้นไปทุกคนเป็นต้อกระจก 50
% ของผู้มีอายุ 75 85 ปีจะมองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากโรคนี้
ผู้สูงอายุหลายท่านอาจยอมรับสภาพของการเปลี่ยนแปลงนี้ ปัจจุบันวิวัฒนาการในการรักษาต้อกระจกได้พัฒนาขึ้นอย่างดียิ่ง
มีเครื่องมือเครื่องใช้ยารักษาที่ทำให้รักษาโรคต้อกระจกให้หายขาดอย่างมีประสิทธิภาพ
และสามารถมองเห็นได้ทันทีหลังจากผ่าตัดต้อกระจก
จากการศึกษาพบว่าอาหารบางชนิดสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ มีรายงานจากวารสารทางจักษุวิทยาของอเมริก
าถึงสารพวกแอนตีอ๊อกซิแดนท์ (Antioxidants) เช่น วิตามินเอ, วิตามินซีและวิตามินอี
สามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ อาหารชนิดอื่น เช่น โพลีอันแซทเจอเรตเตด
แฟท (Polyunsaturated Fast) Vit B1 B2 อาหารพวกโปรตีนสูงก็ช่วยลดการเกิดต้อกระจกได้
ชนิดของต้อกระจก
ต้อกระจกมี
3 ชนิดแบ่งตามตำแหน่งการเกิดต้อกระจกในแก้วตา
1. Nuclear
cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางแก้วตา เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดเกิดจากอายุมากขึ้น
2.
Cortical cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงด้านข้างของแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน
3. Subcapsular
cataract ต้อกระจกที่เกิดตรงกลางติดกับเยื่อหุ้มแก้วตา พบในคนเป็นเบาหวาน
สายตาสั้นมากใช้ยาพวกสเตียรอยด์นาน ๆ ในโรคประสาทตาเสื่อม (Retinitis
Pigmentosa)
การรักษาต้อกระจก
ต้อกระจกถ้ายังเป็นไม่มากก็ยังไม่จำเป็นต้องรักษา อาจเพียงแต่เปลี่ยนแว่นตาก็มองชัดขึ้น
ไม่มียาอะไรที่จะทำให้ต้อกระจกหายได้ เมื่อไม่สามารถมองเห็นได้ดีเหมือนก่อนก็ต้องพิจารณารับการผ่าตัดต้อกระจก
| ต้อกระจกจะรักษาโดยใช้วิธีการผ่าตัดลอกเลนส์ที่ขุ่นขาวออก
และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ตามปกติ
การผ่าตัดต้อกระจกสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ |
- การผ่าตัดแบบเดิม
(ECCE : Extra Capsular Cataract Extraction) จะผ่าตัดต่อเมื่อผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดกับสายตาที่มัวลง
จนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันการผ่าตัดแบบนี้จะเปิดแผลกว้างประมาณ4-6
สัปดาห์จึงจะมองเห็นได้ชัด
- การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(PHACO
: Phacoemulsfication)เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ ซึ่งผู้ป่วยสามารถได้รับการผ่าตัดต้อกระจกได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ต้อกระจกสุกพอดีเหมือนการผ่าตัดต้อกระจกแบบเดิม
การผ่าตัดวิธีนี้เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ ซึ่งใช้คลื่นเสียงความถี่สูงอัตร้าซาวน์และดูดต้อกระจกออกโดยเปิดแผลขนาดเล็กเพียง3.0-3.2
มิลลิเมตรผู้ป่วยสามารถใช้สายตาและปฏิบัติภาระกิจได้ตามปกติภายหลังการผ่าตัด
1 วัน
|
 |
|
วิธีการผ่าตัด
ผ่าตัดโดยใช้กล้องจุลทัศน์พิเศษเจาะรูขนาด 3 มิลลิเมตร ตรงขอบกระจกตาและเปิดเยื่อบุแก้วตาเป็นวงกลมด้านหน้า
แล้วก็สลายต้อกระจกออกมาด้วยคลื่นเสียง และใส่เลนส์เทียมชนิดพับได้เข้าไปไว้ในเยื่อหุ้มแก้วตา
แผลจะปิดเองโดยไม่ต้องเย็บ นอกจากบางรายที่เปิดแผลกว้างก็อาจต้องเย็บด้วยไหมขนาดเล็กพิเศษ
ก่อนการผ่าตัดต้อกระจก
จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียดว่ามีโรคตาอย่างอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่
วัดค่าเลนส์เทียมที่จะใส่ ให้ตรวจร่างกายว่ามีโรคอื่น ๆ และยาที่ใช้อยู่มีอะไร
ควรจะใช้ต่อหรือหยุดยาบางชนิดก่อนผ่าตัด อาจจะให้ยาหยอดก่อนผ่าตัดตามแต่เห็นสมควร
ในวันผ่าตัด
การผ่าตัดนั้นปกติทำแบบผู้ป่วยนอก (out patient basio) คือทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย
ท่านอาจทานอาหารอ่อน ๆ หรืองดอาหารก่อนผ่าตัดก็ได้ รับยาประจำได้ตามปกตินอกจากยาบางชนิดที่ให้งด
ก่อนผ่าตัดจะหยอดยาขยายม่านตา
การผ่าตัดจะทำโดยการหยอดยาชาหรือบางรายอาจฉีดยาชา เพื่อไม่ให้เจ็บขณะทำการผ่าตัด
ท่านอาจมองเห็นแสงจ้าพยายามมองตามแพทย์บอกจะมีที่ถ่างตาไว้ขณะผ่าตัด
ก่อนผ่าจะทำความสะอดาผิวหนังบริเวณหน้ารอบตาและในกระบอกตา
มีผ้าปราศจากเชื้อคลุมหน้าลำตัว เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วโดยทั่วไปสามารถเปิดตาใช้ได้เลย
นอกจากในรายที่ต้องฉีดยาชาอาจปิดตาให้ 1 วัน นั่งคอยประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับบ้านได้
ควรมีคนมาขับรถให้หรือนั่งรถบริการกลับบ้าน พร้อมกับรับยาและข้อแนะนำหลังผ่าตัดก่อนกลับบ้าน
การดูแลหลังผ่าตัด
ท่านควรจะ
จะทำเลเซอร์เมื่อใด
?
เยื่อบุแก้วตาหลังเลนส์เทียมบางครั้งอาจจะเป็นฝ้าขึ้นมา ทำให้ตามัวมองไม่ชัด
สามารถใช้แสงเลเซอร์ (YAG) ฉายเปิดตรงกลางของเยื่อนี้ได้ ก็จะทำให้มองเห็นชัดเหมือนเดิม
การผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้เห็นดีขึ้นหรือไม่
?
มากกว่า 95 % ขึ้นไปหลังผ่าตัดต้อกระจกจะทำให้สายตามองเห็นชัดขึ้น
แต่ส่วนน้อยบางรายอาจมีปัญหาได้ เช่น มีอาการติดเชื้อ
เลือดออก กระจกตาบวม จอตาลอก ซึ่งจะทำให้มองไม่เห็น
ท่านต้องติดต่อแพทย์ทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้